แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ค่ายวัยใสใส่ใจบุพการี นครสวรรค์

การเรียนรู้จาก ค่ายวัยใสใส่ใจบุพการี
โครงการสุขแท้ด้วยปัญญา ของเครือข่ายพุทธิกา
๑๐ - ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๓ สักทองรีสอร์ท นครสวรรค์


อาจารย์เสริมพงษ์ คุณาวงศ์
มหาวิทยาลัยมหิดล
วิทยาเขตนครสวรรค์


ค่ายวัยใสใส่ใจบุพการี เป็นโครงการที่ริเริ่มโดยหน่วยงานจัดการความรู้เพื่อชุมชน ของโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับเครือข่ายพุทธิกา และมูลนิธิพุทธฉือจี้ไต้หวัน ในประเทศไทย โดยรับทุนค่าใช้จ่ายจากสำนักงานกองทุนสนันสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(ส.ส.ส.) ผ่านมูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา ผู้เข้าอบรมเป็นเยาวชนระดับมัธยมจากตำบลเขาทอง และตำบลหนองปลิง (มีระดับประถม ๖ ๓ คน) และอสม.จากเขาทอง ๕ ท่าน เป็นพี่เลี้ยง การอบรมครั้งนี้ได้รับความสนใจจากงานองค์กรเรียนรู้ของท้องถิ่น และงานศึกษาการวางแผนทำผังเมืองในตำบลเขาทอง ของสาขาสถาปัตย์ชุมชน สถาบันอาศรมศิลป์ เข้าร่วมศึกษาเรียนรู้ด้วย
ค่ายวัยใสฯ เริ่มด้วยการกล่าวถึงจุดมุ่งหมายโครงการที่ต้องการให้เรียนรู้เพื่อการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเยาวชนคนรุ่นใหม่กับผู้สูงอายุซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ในเขาทอง (๒๔% ?) และผู้ปกครอง เริ่มอบรม ทีมงานฉือจี้ได้พาดูสื่อเตือนใจให้เด็กตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างประหยัดและผลของการทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยเรื่องราวของคนในมณฑลกันซู่ ประเทศจีน ก่อนแนะนำภารกิจทั้ง ๘ของฉือจี้ คุณวัชราภรณ์ได้กล่าวถึง ๒ สิ่งที่ท่านธรรมาจารย์ย้ำเตือนเสมอว่ารอไม่ได้ คือ การทำความดี และการแสดงความกตัญญูกตเวที การแนะนำภารกิจทั้ง ๘ ของพุทธฉือจี้ เน้นที่เรื่องราวของครอบครัวบุญคุณ* เรื่องของคุณยายทองสุข อายุ ๘๐กว่าปีที่ตาบอด แต่ก็เลี้ยงดูสมบัติลูกชายปัญญาอ่อนที่ช่วยตัวเองไม่ได้โดยไม่ยอมทอดทิ้ง เรื่องของคุณยายวรรณาที่ปัญญาอ่อน มีลูกปกติแต่ปฏิเสธที่จะดูแล ทำให้เห็นความยิ่งใหญ่ของความรักของแม่ เด็กหลายคนน้ำตาซึมเมื่อได้รู้เห็นเรื่องราว เห็นความพยายามของคนฉือจี้ที่จะช่วยให้ครอบครัวบุญคุณมีความสุขแม่ลูกพี่น้องรักใคร่กัน เห็นวิธีการทำงานที่เกาะติดอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ซึมซับวิธีการดูแลผู้สูงอายุที่อ่อนโยน ละเอียดอ่อน และรอบคอบ จากนั้น ก็พาให้รู้เรื่องราวของยายน้อย หญิงชราพิการทั้งขาและแขน อยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง แต่ไม่ท้อต่อชีวิต รับรู้พลังของการรวมกลุ่มสมาชิกนับร้อยที่เข้าช่วยเหลือทำความสะอาดที่อยู่ของยายน้อย ซึ่งเป็นจุดเด่นที่น่าชื่นชมของชาวฉือจี้ ถึงจุดนี้ เชื่อว่าเด็กเริ่มเห็นแง่มุมของชีวิตที่ต่างจากเดิม บางคนเริ่มมองย้อนดูเรื่องของตนและคนในชุมชน
การบรรเทาทุกข์ระหว่างประเทศได้นำภาพการช่วยเหลือชาวพม่าเมื่อคราวถูกพายุนากีสเข้าถล่ม เห็นสีหน้าแววตาเด็กๆและผู้คนที่ยินดีอย่างใสซื่อสร้างควมปีติยินดีให้กับผุ้พบเห็น เห็นความพยายามของชาวฉือจี้ และหลักการที่ช่วยอุดหนุนเศรษฐกิจของท้องถิ่นด้วยการซื้อสินค้าในท้องถิ่นช่วยเหลือ ซึ่งจะได้สิ่งของที่เหมาะสมกับผู้ใช้และเป็นการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจด้วย สังเกตเห็นการร่วมมือของคนท้องถิ่นในทีมงานอาสาฉือจี้ด้วย การใช้ภาษามือร้องเพลงร่วมกัน ภาษามือ “ก่านเอิน” สร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดอบอุ่นมากขึ้น การออกหน่วยรักษาพยาบาล ได้เห็นภาพความร่วมมือของจิตอาสาทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หลากหลายอาชีพที่เต็มใจทำงานอย่างตั้งใจ
การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เด็กๆทึ่งมาก กับเสื้อกรรมการฉือจี้ที่ทำมาจากขวดพลาสติก
รีไซเคิล ข้อมูลการใช้กระดาษ ๕๐ ก.ก. เท่ากับ ต้นไม้อายุ ๒๕ ปี ๑ ต้น แม้เป็นข้อมูลสำคัญแต่ดูเหมือนเด็กๆจะยังไม่สามารถเชื่อมโยงกับตัวเองว่าควรจะทำอะไร คุณสมชายได้แทรกข้อคิดให้ทำสามความดี คือ ปากพูดแต่สิ่งดีๆ มือทำแต่สิ่งดีๆ และขาเดินไปในทิศทางที่ดี แล้วการอบรมก็ดำเนินมาถึงเรื่องของหญิงชาวจีน แม่ของเด็กหญิง ๒ คน ที่ประสบอุบัติเหตุทางสมองช่วยตัวเองไม่ได้ สามีต้องออกจากงานมาดูแลภรรยา ลูกน้อยสองคนต้องอยู่โดยลำพังเป็นส่วนใหญ่ เด็กๆเรียนรู้ความไม่แน่นอนของชีวิตความเจ็บป่วยเป็นภาระต่อครอบครัว ภาพห้องของลูกๆตอนที่ชาวฉือจี้ไปเยี่ยมครอบครัวนี้ครั้งแรก สร้างเสียงฮือฮาให้กับห้องประชุม เพราะรกเลอะมาก การช่วยเหลือที่มุ่งสอนให้เด็กช่วยตัวเองเป็นหลัก ตอกย้ำหลักการช่วยคนของชาวฉือจี้ที่ต้องอาศัยความอดทน ความต่อเนื่อง และสร้างผลกระทบต่อคนรอบข้าง สังคม ซึ่งในกรณีนี้ ลูกทั้งสองหลังจากเรียนรู้ที่จะพึ่งตัวเองได้แล้ว ยังสามารถไปปลอบโยน ให้กำลังใจแม่ได้ ทำให้แม่คลายความทุกข์กังวลฟื้นจากการเจ็บป่วยได้ดีขึ้น ทำให้นึกถึงนิทานอีสบเรื่องราชสีห์กับหนู
การออกเยี่ยมผู้ป่วยในโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ เด็กๆได้ฝึกพูดคุยให้กำลังใจผู้ป่วย และได้ร้องเพลงครอบครัวเดียวกันประกอบภาษามือให้ผู้ป่วยด้วย ส่วนใหญ่เด็กยังแสดงออกอย่างขัดๆเขินๆเพราะยังไม่เคยทำ จากการสังเกตประสบการณ์นี้น่าจะกระทบใจเด็กหลายคนให้นึกถึงเรื่องของตนเอง กิจกรรมต่อด้วยการเยี่ยมผู้สูงอายุในนิคมคนชราเขาบ่อแก้ว ที่นั่น เด็กๆได้สัมผัสบีบนวด พูดคุยกับผู้สูงอายุตัวต่อตัว ความสัมพันธ์ส่วนใหญ่สนิทสนมไหลลื่นดีมาก จะมีก็แต่ผู้สูงอายุชายที่ส่วนใหญ่จะมีเรื่องพูดคุยน้อยกว่า และการสัมผัสก็มีอุปสรรคเรื่องต่างเพศ มีการร้องเพลงประกอบภาษามือครอบครัวเดียวกัน และเพลงแม่จ๋า พลังที่ส่งให้สร้างน้ำตาของความปีติไหลนองหน้าแทบทุกคน ช่วงที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตและให้ข้อคิดกับเด็กๆเป็นช่วงที่ดีมาก ท่านได้กรุณาเล่าสาระสำคัญของชีวิตจากประสบการณ์ท่าน ทำให้ผมเกิดมุมมองใหม่ว่า ผู้สูงอายุเป็นทรัพยากรที่มีค่า อยู่ที่เราจะสามารถเข้าใจคุณค่าที่ท่านมีอยู่มากน้อยเพียงใด กับเด็กๆเขาได้เห็นคุณค่าของตนเองว่าสามารถที่จะให้ความสุขแก่ผู้อื่นได้ ได้เรียนรู้เรื่องราวดีๆที่ทำให้เข้าใจชีวิตตนเอง และนำมาให้ในชีวิตของตนเองได้ ช่วงแบ่งปันประสบการณ์เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลบริบาลก็เป็นช่วงที่ประทับใจ ที่สร้างทัศนคติที่ดีต่ออาชีพนี้ให้กับเด็ก กิจกรรมสุดท้ายของวัน เด็กส่วนหนึ่งได้มีโอกาสป้อนอาหารให้บุพการีของตนที่มาร่วมงาน ช่วงแรกๆ คุณพ่อบางคนเสแสร้งหัวเราะทำตลกกลบเกลื่อน แต่ตอนท้ายก็ต้องหลั่งน้ำตาให้กับความปลื้มปีติ เด็กหลายคนรับว่า เพิ่งได้กอดพ่อเป็นครั้งแรก เหตุการณ์นี้สร้างความตื้นตันใจให้กับทุกคน
วันรุ่งขึ้นมีการตั้งท้องสมมุติถึงบ่าย โดยใส่ลูกโป่งในเสื้อ สังเกตดูเด็กไม่ได้เรียนรู้อย่างที่ต้องการมากนัก การเรียนตอนเช้าเป็นประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยเขาทองที่มีต่อผู้สูงอายุ เนื้อหาจะเป็นเรื่ององค์ความรู้ด้านเทคนิคเป็นส่วนใหญ่ ก่อนพักเที่ยง เป็นการถ่ายทอดประสบการณ์กระบวนการพูดคุยกับผู้ป่วยมะเร็งมิตรภาพบำบัด วิทยากรเลือกวิธีให้เด็กสัมผัสกระบวนการด้วยตัวเองด้วยการสงบอยู่กับตัวเอง และแบ่งปันเรื่องราวความสัมพันธ์ในครอบครัวของตน ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยนำมาพูดคุยเสมอ วงสนทนาและการสะท้อนการเรียนรู้แสดงผลของกระบวนการอบรมที่ดำเนินมาแต่ต้น เกิดการมองย้อนทบทวนตนเองได้ชัดขึ้น ตอนบ่าย เรียนรู้ความรัก ความยากลำบากของแม่ก่อนคลอดท้องสมมุติ ตามด้วยกิจกรรมนันทนาการ และเขียนสะท้อนการเรียนรู้ เป็นการสิ้นสุดกิจกรรมที่ ๑
ช่วงเย็น เป็นกิจกรรมที่ ๒ ผู้อาวุโสคือรากแก้วของครอบครัวและสังคมไทย เริ่มด้วยกิจกรรม โยงใยชีวิต และสะท้อนการเรียนรู้ จะได้ข้อคิดเรื่องความสามัคคี การเชื่อมโยงของปัญหา ความอดทนเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหา จากนั้นก็ถึงเวลาของการสงบคิด วาดความฝันของแต่ละคนด้วยสีชอล์ก และแบ่งปันเรื่องราวของทุกคนท่ามกลางแสงเทียน เลียนแบบประสบการณ์การสนทนายามค่ำของบรรพบุรุษ ความฝันของแต่ละคนที่อยากทำเพื่อคนอื่นถูกถ่ายทอดจากความรู้สึกที่แท้ของแต่ละคน หลอมรวมเป็นความฝันร่วมกัน
เช้าวันสุดท้าย เริ่มด้วยเสวนา หัวข้อ ผู้สูงอายุคือรากแก้วของครอบครัวและสังคมโดยผู้ที่มีประสบการณ์การทำงานกับผู้สูงอายุ และให้เยาวชนแบ่งปันความคิดเห็นที่มีต่อผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะเห็นควรว่าน่าจะสนใจดูแลช่วยเหลือตามกำลังตน ช่วงบ่าย มีการแบ่งกลุ่มคนตามท้องถิ่นที่อยู่ ๕ กลุ่ม วาดฝันของกลุ่มร่วมกัน และนำเสนอมีการคิดทำกิจกรรมน่าสนใจและเป็นไปได้ ซึ่งได้มีการเตรียมการติดตามความคืบหน้าต่อไป

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

รายงาน ค่ายคุณธรรมฉือจี้รุ่นที่ 4

รายงานโดย
คุณโชติกา ติ๋วโวหาร
หัวหน้าฝ่ายการศึกษา
อาสาสมัครฉือจี้ ราชบุรี
มูลนิธิพุทธฉือจี้ไต้หวันในประเทศไทย
---------------------------------------

วันที่จัดกิจกรรม: วันที่ 23-24 เมษายน พ.ศ.2554
ชื่อกิจกรรม: ค่ายคุณธรรมฉือจี้รุ่นที่ 4
สถานที่: รพ.โพธาราม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
เวลา : 08.00 น.-16.30 น.
อาสาสมัครฉือจี้กรุงเทพฯ : คุณสุชน แซ่เฮง คุณเมตตา ชิว คุณสุพิศ ทรัพย์สินทวีลาภ คุณมาลี อภิรักษ์รัตนพล คุณสิริภัทณ์เปาอินทร์ คุณมนู เปาอินทร์ อ.เรียม ศรีทอง คุณมณีรัชฎ์ เสริมสกุล ผศ.รัศมี กฤษณมิษ คุณอิงอร คุณพงศ์ชัย ทิพย์ธวัชวงศ์ษา คุณจิรัฐติกานต์ ยืนยั่งสมปรารถนา คุณอาฑิตยา ประทักษ์พิริยะ นายวีระชัย ทาบุญสม รวม 14 ท่าน
อาสาสมัครฉือจี้โพธาราม : คุณหมอสมบูรณ์ นันทานิช คุณสุพัตรา แตงฮ้อ คุณสายหยุด เล่นวารี คุณสำเนียง เภาประเสริฐ คุณชาญเดช สหสัจจญาณ คุณนฤมล คุณธร คุณทัศนีย์ นันทานิช คุณโชติกา ติ๋วโวหาร คุณนิตยา คำอาจ คุณฉวีวรรณ โกเมนเอก คุณฉวีวรรณ ธรรมรัตน์ คุณสุรีย์ ธรรมรัตน์ คุณวิภาพรรณ ธนพิรุณธร คุณกุลนภา สุรารักษ์ คุณสุรีย์พร วัฒนสืบสิน รวม 33 คน
นักศึกษาม.ราชภัฎนครปฐม: รวม 3 ท่าน
ผู้ถ่ายภาพ: คุณเพิ่มยศ ติ๋วโวหาร , คุณโชติกา ติ๋วโวหาร
ผู้ถ่ายวีดีโอ :
ผู้จดบันทึก: นางโชติกา ติ๋วโวหาร
รายละเอียดกิจกรรม :
หลังจากที่มีการจัดค่ายคุณธรรมฉือจี้ รุ่นที่ 2 เมื่อวันที่ 25-26 เมษายน 2552 ณ โรงแรมโกลเด้นซิตี้ จ.ราชบุรี มีเยาวชนเข้าร่วมประมาณ 60 คน เป็นการสร้างคุณธรรมให้แก่เยาวชนได้ดีในระดับหนึ่ง เพราะว่าเมื่อเยาวชนกลับไปสู่ครอบครัวแล้ว ผู้ปกครองมิได้รับทราบถึงกิจกรรมและวิธีการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมอย่างไรให้เยาวชนได้ปฏิบัติตนในชีวิตประจำวัน หากเราได้มีการอบรมต่อเนื่องให้เยาวชนรุ่นนี้มีพลังในการสร้างตัวเองให้เป็นต้นแบบแก่เยาวชนอื่น ๆ จะทำให้มีเยาวชนที่ดีเพิ่มมากขึ้นในจังหวัดราชบุรี ดังนั้น การจัดค่ายคุณธรรมฉือจี้รุ่นที่ 4 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจการศึกษาว่า เราจะดำเนินการอบรมให้กับเยาวชนอย่างต่อเนื่องและให้ได้ครอบคลุมเยาวชนในทุกระดับ ให้ต้นกล้าที่ได้บ่มเพาะเป็นต้นกล้าคุณธรรมอย่างแท้จริง
ครั้งนี้ฉือจี้จึงได้ได้เชิญผู้ปกครองมาเข้าค่ายกับเยาวชนซึ่งอาจจะเป็นลูกหรือหลานด้วย โดยได้รับรู้ เรียนรู้ด้วยตัวเอง เพื่อเป็นการสร้างพลังทางใจ สร้างความรัก ความเข้าใจระหว่างพ่อแม่และลูกให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น สามารถที่จะปฎิบัติกิจวัตรประจำวันที่ดีงามไปพร้อม ๆ กัน ถือว่าพ่อแม่เป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนฟันเฟืองให้หมุนไปอย่างช้า ๆ อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ผลผลิตที่ออกมาได้มีคุณภาพสู่ครอบครัวและสังคมต่อไป ซึ่งครั้งนี้ผู้เข้ารับการอบรมไม่ต้องนอนค้างคืนให้มาเช้าเย็นกลับ เพื่อความสะดวกของผู้ปกครองและเด็กด้วย สิ่งสำคัญคือวัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรมนี้ต้องการฟื้นฟูความกตัญญู มารยาทและหลักการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบ ความขยันหรือรู้จักหน้าที่ของตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตในสังคม เป็นการผลักดันส่งเสริมการศึกษาที่ถูกต้องและ วัฒนธรรมที่ดีงาม ทั้งนี้การอบรมครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกของการสร้างต้นกล้าคุณธรรมให้เจริญเติบโตในท่ามกลางความรักความเอาใจใส่ของพ่อแม่และผู้ปกครองอย่างแท้จริง

การเริ่มต้นของกิจกรรม ในวันแรก วันที่ 23 เมษายน 2554 ได้รับการลงทะเบียนผู้เข้าร่วมอบรมทั้งหมด 36 คู่ ที่มาจากที่ต่าง ๆ เป็นอาสาสมัครฉือจี้บ้าง ผู้ที่เข้ารับการอบรมที่วิทยาลัยพยาบาลฯ บ้าง ได้รับทราบและจากการรชักชวนจากอาสาสมัครฉือจี้บ้าง และได้เดินทางมาจากจังหวัดนครสวรรค์ กรุงเทพมหานคร และราชบุรี พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายวารี จันเกษม นายกเทศมนตรีเมืองโพธารามเป็นประธานในพิธีเปิดงานครั้งนี้ การทำงานที่เต็มไปด้วยหัวใจเต็มร้อยของอาสาสมัครฉือจี้ทุกคน รวมถึงยังมียุวชน้อยที่มาร่วมแสดงละครและเยาวชนที่มาเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลเด็กๆ ด้วย
กิจกรรมในการอบรมของฉือจี้มุ่งเน้นการศึกษาในชีวิตประจำวัน มารยาท ในช่วงเช้ามีการแบ่งฐานให้ได้เรียนรู้ทุกคนตั้งแต่ การนั่ง ให้นั่งหลังตรงมือประสานที่หน้าตัก(หญิง) และวางไว้ที่หน้าตักทั้งสอง (ชาย) ไม่นั่งไข่วห้าง หรือเอนตัวซึ่งทำให้ดูไม่สง่างาม การยืน ให้ยึนในท่าที่สงบนิ่ง ตัวตรง เวลาเจ้าแถวไม่พูดคุย การเดิน ให้เดินเบา ๆ เป็นแถวอย่างเรียบร้อยไม่พูดคุยเวลาเดิน การแต่งกาย ให้ติดกระดุมเสื้อทุกเม็ด ใส่เสื้อในกางเกง สวมถุงเท้า รองเท้าให้เรียบร้อย จัดผมให้เรียบร้อยไม่รุงรัง และแต่งกายให้สุภาพรู้กาลเทศะ มารยาทในการรับประทานอาหาร ไม่พูดคุย ทานข้าวในจานของตนให้หมดเพื่อเป็นการถนอมบุญ มารยาทในการรับโทรศัพท์พูดจาสุภาพ ใช้คำพูดอย่างเหมาะสม และมารยาทชาวพุทธ การไหว้ การกราบ ทั้งพระสงฆ์และญาติผู้ใหญ่ ที่ถูกต้องและด้วยกิริยาที่อ่อนน้อม
กิจกรรมช่วงบ่าย อาสาสมัครได้เชิญผู้ปกครองไปรับฟังบรรยายเพื่อให้ผู้ปกครองรู้จักและมีความเข้าใจในแนวทางปฏิบัติของมูลนิธิฉือจี้มากยิ่งขึ้น โดยคุณหมอสมบูรณ์ นันทานิช และนายแพทย์ สุภัค ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโพธารามได้มาแบ่งปันเรื่องราวกิจกรรมของฉือจี้ในโพธารามและประสบการณ์ชีวิตในการสอนลูกของตนเอง ทำให้ผู้ปกครองประทับใจเป็นอย่างยิ่ง
ทางด้านเด็กๆ นั้นอาสาสมัครฉือจี้ได้สอนและได้เพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยการเรียนการสอนประกอบการแสดงละครเรื่อง ใครเป็นต้นเหตุ โดยนักเรียนจากโรงเรียนอนุบาลราชบุรี ทำให้เด็กๆไม่เบื่อและเข้าใจได้ดีขึ้นว่าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จะต้องทำอย่างไร คือ การคัดแบกขยะ และอะไรบ้างที่เป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อน คือกระป๋อง ขวดแก้ว พลาสติก โฟม แบตเตอรี่ หนังสือพิมพ์ เป็นต้น เด็กๆ ได้เรียนรู้ว่าขยะต่างๆ สามารถนำไปผลิตเป็นผ้าห่ม เสื้อ ผ้าพันคอ ต่างๆ ได้ หลังจากนั้นผศ.รัศมี กฤษณมิษได้ให้เกียรติมาสอนเรื่องความมุ่งมั่นให้กับเด็กๆ แบ่งปันเรื่องราวของชายสู้ชีวิตชื่อเซี่ยคุณซัน ที่แม้จะพิการแต่ใจไม่พิการกลับสามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้อย่างปกติ อาสาสมัครให้เด็กๆ สัมผัสความรู้สึกการไม่มีมือใช้ปากวาดมือของตนลงบนกระดาษ จากนั้นใช้มือระบายสีตกแต่งให้สวยงามและติดบนกระบอกออมบุญ สอนให้เด็กๆ ออมบุญทุกๆ วัน ก่อนที่จะหยอดเงินลงไปนั้นก็ให้ตั้งจิตอธิษฐานด้วย เพราะเรามีมือมีเท้าครบ เราจึงต้องใช้มันทำความดีเพื่อสังคมที่เราอยู่ และให้เด็ก ๆ อ่านวาทะธรรมพร้อมกัน “”
กิจกรรมช่วงท้ายของวันนี้ คือการจัดดอกไม้ก็เป็นอีกวิชาหนึ่งที่สำคัญในการเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมที่ดีงาม ความจริง ความดี และความงาม แฝงไว้ด้วยคำสอนให้รู้จักขอบพระคุณ เคารพและรักผู้อื่น โดยคุณฐิติมาอาสาสมัครฉือจี้กรุงเทพฯและคุณจารุวรรณอาสามัครฉือจี้โพธารามเป็นวิทยากรให้ความรู้และสอนวิธีการจัดดอกไม้ที่ถูกต้อง รวมถึงเป็นการอนุรักษืสิ่งแวดล้อมและใช้ของที่เหลือใช้ที่จะต้องนำไปทิ้งเป็นขยะมาใช้ให้เกิดคุณค่าและประโยชน์สูงสุด คือ คุณจารุวรรณได้นำขวดน้ำเกลือที่ทางโรงพยาบาลใช้แล้วมาล้างและตัดครึ่งเป็นภาชนะรองที่ปักดอกไม้ ส่วนดอกไม้นั้นก็อาศัยเก็บตามธรรมชาติ จึงแทบมิได้สร้างขยะขึ้นเลย ก่อนเข้าชั้นเรียนอาสาสมัครได้เตรียมตุ่มน้ำเล็กๆ ไว้หน้าห้องแล้วใช้กระบวยตักน้ำในตุ่มล้างมือทุกท่านก่อนจะเข้าเรียน ซึ่งก็คือ “ล้างมือ ล้างใจ” ให้จิตสะอาดบริสุทธิ์ ผู้ปกครองและนักเรียนช่วยกันจัดดอกไม้ ดอกไม้แต่ละดอกใบไม้ทุกใบที่ปักลงไปล้วนแฝงด้วยความหมายลึกซึ้ง ทั้งความจริง ความดีและความงามซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการจัดดอกไม้ กิ่งตรงคือความจริง ซื่อสัตว์และมุ่งมั่น กิ่งโค้งคืออ่อนน้อมถ่อมตน เคารพผู้อื่น ทุกส่วนในกระถางล้วนเสริมซึ่งกันและกัน ความงดงามของมวลรวมจึงจะเกิดขึ้นได้
กิจกรรมในวันที่สอง วันที่ 24 เมษายน 2554 ฉือจี้เน้นย้ำเรื่องความกตัญญูให้กับเด็กๆ ให้เด็กเล่นเกมสัมผัสความรู้สึกตั้งท้อง โดยเป่าลูกโป่งและใส่ไว้ในเสื้อเสมือนตั้งท้อง และห้ามเอาออกไม่ว่าจะเดินไปไหน หรือทำกิจส่วนตัวจนกว่ากิจกรรมจะเสร็จสิ้น ตอนแรกเด็กๆ ก็สนุกสนานที่มีอะไรให้เล่น แต่พอตั้งท้องได้สัก 2 ชั่วโมง ก็เริ่มรู้สึกอึดอัดและรำคาญอยากจะให้เอาลูกโป่งออก บางคนก็ทำแตกไปและให้เป่าลูกโป่งใหม่และใส่เหมือนเดิน อาสาสมัครฉือจี้จะคอยบอกและเตือนให้รู้ว่าลูกในท้องต้องดูแลและรัก อย่าทำให้ลูกต้องเจ็บและกระทบกระเทือน ต้องประคบประหงมให้ดี ๆ และบรรยายให้ฟังว่าแม่ตั้งท้อง 9 เดือน แม่มีความรู้สึกอย่างไร อดทนและรักลูกมากเพียงไหน กับลูกตั้งท้องยังไม่ถึงวันเลย ทำจึงรู้สึกรำคาญ ทำให้เด็กๆ เข้าใจว่าตอนที่แม่ท้องตนเองนั้นลำบากเพียงใด วันนี้ทุกคนตั้งท้องเพียงแค่วันเดียวยังอึดอัดและลำบาก แต่แม่ต้องอดทนถึง 9 เดือนกว่าจะคลอดเราออกมาได้ ในวันนี้เด็กๆ ทุกคนไม่เพียงแต่ตั้งท้องแต่ยังต้องคอยดูแลลูกของตนให้ดีๆ
ช่วงแรก ได้เรียนเรื่องความซื่อสัตย์ ชาวฉือจี้ใช้การเรียนการสอนจิ้งซืออวี่โดยมีการแสดงละครเรื่อง พระจันทร์มองเธออยู่ ทำให้รู้ถึงคำว่าซื้อสัตย์ได้อย่างลึกซึ้งและจดจำได้ดี พร้อมทั้งสอนเพลงภาษามือ โดยอาสามัครฉือจี้ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้ปกครองและเด็ก ๆ มาก ทั้งยังได้คติสอนใจให้เด็ก ๆ มีความสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่า ทำสิ่งใดไม่ดีไม่มีใครเห็นแต่ยังมีพระจันทร์ที่กำลังมองเราอยู่ตลอดเวลา และสร้างจิตสำนึกให้มีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น ตั้งแต่เด็กจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณธรรมของสังคม จากนั้นก็มีการแบ่งฐานสอนการดำรงชีวิต ซึ่งก็คือความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนภายในบ้าน รู้จักแบ่งเบาภาระให้พ่อแม่ บ่มเพาะความขยันในตน มีความรับผิดชอบ ความขยันหมั่นเพียร อาสาสมัครฉือจี้สอนตั้งแต่การซักเสื้อผ้า ตากเสื้อผ้า พับเสื้อผ้า การกวาดพื้นถูพื้น เช็ดโต๊ะ พับที่นอนให้เรียบร้อยเมื่อตื่นนอน การเย็บกระดุมและการต้อนรับแขก สอนเด็กๆ ให้รู้วิธีการทำที่ถูกต้อง ที่สำคัญคือต้องตั้งใจทำ รู้ว่าสิ่งเหล่านี้คือหน้าที่ของตน นอกจากนี้ในเรื่องของการต้อนรับแขก ยังปลูกฝังให้เด็กๆ รู้จักมารยาทและกาลเทศะ ควรจะปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไรจึงจะทำให้ผู้นั้นรู้สึกว่าเรามีความเต็มใจและยินดีที่ได้ต้อนรับเขา
ต่อจากนั้น คุณจิรัฐติกานต์(คุณต้า) ได้มาแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตเรื่องการไว้ใจคน แม้ว่าจะเป็นเพื่อนสนิทของเรา ก็จะต้องรู้จักระมัดระวังตนเองอยู่เสมอ ให้ใช้สติปัญญาในการคบมิตร มิฉะนั้นอาจนำมาแห่งความเสียใจ
ในเวลากลางวันซึ่งเป็นเวลาการรับประทานอาหาร มีบทเรียนในการสอนลูกให้รู้ถึงการแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ โดย อาสาสมัครให้ผู้ปกครองปิดตาและให้ลูกป้อนอาหารให้พ่อแม่ด้วยความรัก ให้ถือเสมือนว่าพ่อแม่แก่ชรา และตาบอดไม่สามารถทานอาหารได้ด้วยตนเอง ลูกดูแลป้อนให้พ่อแม่ทานจนอิ่มก่อนแล้วตนเองถึงจะทานได้ อาสาสมัครได้มีการแนะนำว่า “เวลาจะป้อนต้องบอกให้คุณพ่อคุณแม่อ้าปากก่อน” และพูดคุยว่าอาหารมีอะไรบ้าง อาหารอร่อยไหม พอคุณพ่อคุณแม่อิ่มแล้วก็ป้อนน้ำ หลังจากผู้ปกครองอิ่มแล้วก็จะเปิดตาให้ พ่อแม่และลูกได้กอดกันด้วยความรักและขอบคุณซึ่งกันและกัน
ช่วงบ่ายเป็นกิจกรรมที่สำคัญและมีความหมายระหว่างพ่อแม่และลูก คือพ่อแม่และลูกเดินเข้ามาในห้องประชุมและนั่งเก้าอี้ใกล้กัน และต่อจากนั้น อาสาสมัครฉือจี้ให้เด็กเข้าแถวด้านนอกห้องประชุมอย่างเป็นระเบียบเดินเข้าสู่ห้องประชุม ยืนหน้าผู้ปกครองของตนเองแสดงภาษามือเพลงแม่จ๋าต่อหน้าพ่อกับแม่ ทำให้พ่อแม่ซาบซึ้งจนน้ำตาไหล หลังจากนั้นก็มีละครจิ้งซืออวี่เรื่องบิลที่ไม่คิดมูลค่า ซึ่งเกี่ยวกับความกตัญญูสอนเด็กๆ และสะท้อนปัญหาของครอบครัวและสังคมปัจจุบัน โดยผู้แสดงเป็นแม่ คือ นางโชติกา ติ๋วโวหาร อาหมิง แสดงโดย ด.ช.ณภัทร ศรประชุม (น้องโอม) อาเหม่ย แสดงโดย ด.ญ.ธันยพร ติ๋วโวหาร (น้องฟอยล์) การแสดงละครก็เรียกน้ำตามจากพ่อแม่และลูกที่รู้สึกคล้อยตามในบทละคร
กิจกรรมที่สำคัญยิ่งคือการเสิร์ฟน้ำชาให้กับพ่อแม่และการล้างเท้า เด็กๆ เข้าแถวถือถาดเสิร์ฟน้ำชา คุกเข่าต่อหน้าพ่อแม่และเสิร์ฟน้ำชา ลูกถอดถุงเท้าและรองเท้าให้พ่อแม่และล้างเท้า ขณะล้างเท้าให้พ่อแม่ก็ลูกหัวลูก ๆ และพูดกับลูก ๆ ว่าของให้ลูก ๆ เป็นเด็กดี และมีความสุขความเจริญ ที่สำคัญพ่อแม่รักลูกมาก และลูกก็เช่นเดียวกัน ลูกเช็ดเท้าให้แห้งและใส่ถุงเท้า ใส่รองเท้าให้ ซึ่งพ่อแม่ซาบซึ้งกับการปฏิบัติของลูกที่ไม่เคยทำมาก่อน น้ำตาค่อยๆ ไหลออกมาด้วยความประทับใจและซาบซึ้ง และโผเข้ากอดพ่อแม่ของตน บรรยากาศอบอุ่นและน่าซาบซึ้งใจ โลกของฉือจี้คือการรู้จักสำนึกคุณ ขอบพระคุณ และการกตัญญูต่อบุพการีของตนเอง
เมื่อกิจกรรมเสร็จสิ้น ผู้ปกครองและเด็กได้ขึ้นมาแบ่งปันความรู้สึกที่มีต่อการเข้าค่ายคุณธรรมในครั้งนี้ ซึ่งทุกคนบอกว่าเป็นกิจกรรมที่ดีมาก ครอบครัวที่มาจากจังหวัดนครสวรรค์ ได้ตั้งใจที่จะเข้าค่ายนี้โดยสมัครเป็นคนแรกเพราะเป็นสิ่งที่ต้องการให้ลูก ๆ ของตนได้เข้าร่วมกิจกรรมเช่นนี้ และเป็นโอกาสที่ได้พาครอบครัวและลูกของตนมาร่วมบุญ ถึงแม้จะไกลเพียงไหนก็มีความสุขและไม่ผิดหวัง ลูกคนโตมิได้เข้าค่ายด้วยเพราะอายุเกินก็ได้เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงซึ่งรู้สึกว่าได้ทำประโยชน์ให้กับสังคมอย่างภาคภูมใจ
และในท้ายที่สุดของกิจกรรม ท่านผอ.รพ.โพธารามได้ให้เกียรติมากล่าวปิดพิธีและอวยพรให้กับทุกคนที่มาร่วมกิจกรรม อาสาสมัคร ผู้ปกครองและครอบครัวร่วมกันจุดดวงประทีปตั้งจิตอธิษฐาน เมื่อวางดวงประทีปเสร็จเรียบร้อยก็รับของที่ระลึกและการอวยพรจากชาวฉือจี้ทุกท่าน และจากกันด้วยความรักและสัญญาว่าจะพบกันใหม่ในคราวหน้า ซึ่ง มีผู้ปกครองหลายท่านที่สมัครใจลงชื่อเพื่อเข้าร่วมค่ายคุณธรรมที่จะจัดทบทวนครั้งต่อไป ในวันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม 2554

ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จัดผู้ปกครองกับลูกด้วยกัน ซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลในการปรับปรุงสำหรับงานต่อไป ดังนี้
1. การเตรียมงานน้อย อาสาสมัครไม่ไม่เวลาพูดคุยกัน เนื่องจากเห็นว่าเพิ่งจะเสร็จงานการอบรมอาสาสมัครฉือจี้ตามโครงการบริการด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ ที่วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี เมื่อวันที่ 22-25 มีนาคม 2554 นี้ ซึ่งก่อนหน้าที่จะจัดงานค่ายคุณธรรมฉือจี้รุ่นที่ 4 เมื่อวันที่ 23-24 เมษายน 2554 นี้ ควรมีการพูดคุยและวางแผนดูความพร้อมของงาน เพื่อจะได้แนะนำกันต่อไป
2. การเชื่อมต่อของกิจกรรมยังไม่ดีพอ การถ่ายทอดความคิดให้กับผู้มาร่วมงานยังไม่เห็นถึงสำคัญของงานที่จัดเท่าที่ควร
3. จัดการอบรมอย่างไรถึงจะได้เม็ดพันธุ์ที่ดี และได้ผลรวดเร็ว เช่น ปีละ 1 ครั้งน้อยไป น่าจะมีการจัดให้มีความถี่ขึ้น หรือให้โรงเรียนเข้าร่วม
4. ควรฝึกอาสาสมัครโพธารามให้เข้มแข็ง และมากขึ้น เพื่อการจัดกิจกรรมจะได้พร้อมเพรียง เช่น การเสริฟน้ำชาคนน้อยไป รวมถึงเชิญชวนยุวชนที่มีจิตอาสาเพิ่มขึ้น
5. การจัดระบบกิจกรรม ควรให้มีคนที่เป็นหลักในกิจกรรมหนึ่ง ๆ เช่น การจัดละคร เป็นของใคร กิจกรรมใดเป็นของใคร ให้ชัดเจน
6. ในการจัดครั้งต่อไปให้เน้นเกี่ยวกับชีวิตจริงเกี่ยวกับครอบครัว เรื่องเกี่ยวกับเพศศึกษา เรื่องเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งกำลังเป็นปัญหาของเยาวชนในสังคม
7. แจ้งให้ผู้เข้าร่วมการอบรมส่งสมุดออมสินกลับมา ใน 3 เดือน
8. กำหนดการอบรมค่ายคุณธรรมฉือจี้รุ่นที่ 5 ในวันที่ 23-24 ตุลาคม 2554 ผู้ปกครองกับเด็ก รวม 36 คู่ โดยเป็นเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ซึ่งมีความเห็นว่าน่าจะขอความร่วมมือจากโรงเรียนในจังหวัดราชบุรีให้จัดเด็กที่มีผู้ปกครองที่สมัครใจเข้าร่วม เพราะว่าต้องการให้โรงเรียนได้รู้จักฉือจี้ และอนาคตโรงเรียนที่สนใจอาจจะให้ฉือจี้เข้ามาทำกิจกรรมในโรงเรียนได้ โดยเริ่มจากโรงเรียนใหญ่ ๆ เช่น โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี , โรงเรียนเทศบาลวัดไทรอารีรักษ์ , โรงเรียนหนองโพวิทยา , โรงเรียนเบญจมราชูทิศ, โรงเรียนราชโบริกานุเคราะห์ ,โรงเรียนเทศบาล 5 เป็นต้น โรงเรียนละ 6 คู่ ( 3 ชั้นเรียน ชั้นเรียนละ 2 คู่ ) และได้โอกาสเชิญ ผอ.โรงเรียนนั้น เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิด โดยอาจจะเชิญผู้ใหญ่ในจังหวัดมาเป็นประธานเปิด
9. เยาวชนที่เข้าร่วม บอกว่าการดูแลเด็กนั้นยากกว่าการดูและค่ายผู้ใหญ่ เนื่องจากเด็กไม่อยู่นิ่ง และซุกซน แต่เป็นการสร้างความอดทนและรู้สึกว่ามีพลังมากขึ้นว่าสามารถทำได้
10. กิจกรรมที่ดีมาก ๆ สำหรับเด็ก ๆ คือ การจัดดอกไม้ การเย็บกระดุม ซึ่งเป็นการทำสมาธิได้ดี
11. หลักสูตรทบทวนจะปรับเปลี่ยนการล้างเท้าพ่อแม่เป็น การตามหาพ่อแม่ เรียกว่า แม่อยู่ไหน
12. การทำซุ้มประตูปัญญามอบให้ เจ้เง้ง คิดทำให้สวย ๆ ดูอบอุ่น และให้พี่แมวช่วบตกแต่ง

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

เชิญ อาสาสมัคร ผู้สนใจ มาร่วมกิจกรรมเยาวชน เพื่อทบทวนหลักคิด

การจัดค่ายเยาวชนคุณธรรมครั้งที่ ๓ (๒๓-๒๔ เมษายน ๒๕๕๔)
ที่ผ่านมาก็ได้รับเสียงสะท้อนตอบรับที่ดีมาก
เด็กที่ผ่านค่ายนี้แล้ว จะต้องนัดมาทบทวนเพิ่มประสบการณ์ชีวิตอีก
มิฉะนั้น ภายในไม่กี่วันก็จะเลือนหายไป

คณะกรรมการ อาสาสมัครฉือจี้ ราชบุรี และชมรม จริยธรรม รพ.โพธาราม
จึงตกลงว่าจะนัดเยาวชนกลุ่มนี้ มาเข้าอบรม ทบทวนบทเรียน จัดกิจกรรม
ออกเยี่ยม ครอบครัวบุญคุณ คุณยายน้อย วัดโพธิ์ไพโรจน์
สอนให้รู้จักการ เสียสละ มอบความรักให้กับผู้อื่น
จะจัดในวันเสาร์ที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๔ นี้
มีผู้สมัครแล้วกว่า ๑๕ คู่ พวกเราผู้จัดรู้สึกมีกำลังใจมาก
เห็นภาพอนาคต ของเยาวชนกลุ่มนี้ งดงามมาก
พวกเรากำลังจะสร้างสิ่งดีๆให้ประเทศชาติเรา
คนเหล่านี้จะมารับผิดชอบ บ้านเมืองแทนเรา
---------------------------------------------

พวกเราจะพยายาม นำคำขวัญที่เราได้ตั้งไว้ให้กับการอบรม ที่ว่า
พูดดี คิดดี ทำดี มาขยายให้เป็นจริง
ให้เยาวชน ปฏิบัติได้ ในชีวิตประจำวัน
-----------------------------------------------


จึงขอเชิญชวน อาสาสมัคร ทุกท่าน ที่สนใจ
เป็นพี่เลี้ยงเด็ก
มาวางแผนการอบรมเด็ก
มาเล่นละคร มาเล่นภาษามือ
มาพาเด็กไปทำความดี ในชุมชน
เรารับไม่จำกัด

ส่วนเยาวชนที่ไม่เคยมาเข้าค่าย ก็สามารถติดต่อมาร่วมงานได้

ติดต่อได้ที่

สมัคร ทาง E-mail ได้ที่

หัวหน้าฝ่ายการศึกษา
อาสาสมัครฉือจี้เขตราชบุรี
มูลนิธิพุทธฉือจี้ไต้หวันในประเทศไทย
E-mail ukiko2010@hotmail.com

ชมรมจริยธรรม รพ.โพธาราราม
อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี
E-mail tanghore@gmail.com

วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2554

รับสมัครนักเรียนชั้น ม1-ม3 เข้าค่ายคุณธรรมเยาวชน ตามแนวพุทธฉือจี้

คณะกรรมการ อาสาสมัครฉือจี้ ราชบุรี
ร่วมกับ ชมรมจริยธรรม รพ.โพธาราม
ดำริจะจัดค่ายคุณธรรมเยาวชน ครั้งที่ ๓
(ถ้าเป็นของทั้งหมด ก็เป็นครั้งที่ ๕ )
ระหว่างวันที่ ๒๓ ถึงวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๔ นี้

เหตุที่จัด
๑.ได้รับการเรียกร้องจากผู้ปกครอง ที่มาอบรมค่ายคุณธรรมเยาวชน ครั้งที่ ๔ ระหว่างวันที่ ๒๓ ถึง ๒๔ เมษายน ๒๕๕๔
๒.ปัญหาของเยาวชน ในโพธาราม หรือในที่ต่างๆ ในวัยนี้ เป็นวัยที่ ผู้ปกครองมีปัญหามากในการที่จะให้การดูแล ชี้แนะเด็ก
ให้ผ่านพ้นปัญหาสังคม ได้แก่ ยาเสพติด เพศศึกษา การใช้ชีวิตที่ปลอดภัย มีทิศทางที่ถูกต้อง
๓.ให้อาสาสมัครฉือจี้ ราชบุรี ฝึกการมอบความรักแก่เยาวชน ลูกหลานของเรา
๔.เป็นกิจกรรมตัวอย่างของการพัฒนาเยาวชน ให้ ผู้ปกครอง ผู้บริหารท้องถิ่น อาสาสมัครทุกๆฝ่ายได้นำไปใช้

อาสาสมัคร ฉือจี้ราชบุรี
เห็นว่าปัญหาสังคม จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างรีบด่วน
โดยเฉพาะปัญหา เด็ก เยาวชน ครอบครัว
อันเป็นพื้นฐานของสังคม
ถ้าวันนี้เด็ก เยาวชนของเรา "เสีย"
ไปแล้วก็ยากที่จะนำกลับคืนมา
อนาคตของประเทศชาติมืดมน

ในพิธีเปิดการอบรม อบรมค่ายคุณธรรมเยาวชน ครั้งที่ ๔ ระหว่างวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๔
ท่านนายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองโพธาราม
นายวารี จันเกษม
ท่านได้กล่าวชื่นชม การทำงาน พัฒนาคุณธรรมเยาวชน
ของอาสามัครฉือจี้ ในครั้งนั้นมาก

จึงประชาสัมพันธ์ขั้นต้นมา ณ ที่นี้
สถานที่จัด คือ รพ.โพธาราม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี
สถานที่พัก ผู้เข้ารับการอบรม ผู้ปกครอง ออกค่าใช้จ่ายเอง
อาสาสมัครเรา จะประสานงาน จอง ขอราคาพิเศษให้
อำนวยความสะดวกเรื่องรถรับส่ง ถ้าต้องการ
วิทยากร จาก อาสาสมัคร มูลนิธิพุทธฉือจี้
และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
ไม่เก็บค่าลงทะเบียนอบรม
เยาวชนที่สมัคร จะต้องมากับ พ่อแม่ หรือผู้ปกครอง
รับสมัครเป็นคู่ เท่านั้น มาคนเดียวไม่รับ
และทั้งเยาวชนและผู้ปกครอง
ต้องสามารถ อยู่ในค่ายตลอด จนครบหลักสูตร

รุ่นนี้รับ ๓๖ คู่เท่านั้น (รวม ๗๒ ท่าน)
ถ้าสมัครมาเกิน กรรมการจะคัดเลือก และแจ้งให้ทราบก่อนวันเข้าค่าย
ท่านที่ไม่สามารถเข้ารุ่นนี้ได้ ถ้ามีความประสงค์ยืนยัน ต้องการเข้าอบรม
ให้แสดงความจำนง รุ่นต่อไปไว้ (วันเวลาจะแจ้งทีหลัง)

สมัคร ทาง E-mail ได้ที่

หัวหน้าฝ่ายการศึกษา
อาสาสมัครฉือจี้เขตราชบุรี
มูลนิธิพุทธฉือจี้ไต้หวันในประเทศไทย
E-mail ukiko2010@hotmail.com

ชมรมจริยธรรม รพ.โพธาราราม
อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี
E-mail tanghore@gmail.com

วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2554

ค่ายคุณธรรมเยาวชนฉือจี้ ครั้งที่ ๔ ๒๓-๒๔ เมษษยน พ.ศ.๒๕๕๔








ค่ายคุณธรรมเยาวชนฉือจี้ ครั้งที่ ๔
วันที่ ๒๓-๒๔ เมษษยน พ.ศ.๒๕๕๔
ณ ห้องประชุม นราทร โรงพยาบาลโพธาราม

มูลนิธิพุทธฉือจี้ในประเทศไทย ได้จัดค่ายคุณธรรมเยาวชน มาแล้ว ๓ ครั้ง
ครั้งที่ ๑ จัดที่ วีเทรน กทม
ครั้งที่ ๒ จัดที่ โรงแรมโกลเด้นซิตี้ ราชบุรี
ครั้งที่ ๓ จัดที่ โรงเรียน หนองตาบ้อง กาญจนบุรี

ครั้งนี้ เป็นครั้งที่ ๔ จัดที่ โรงพยาบาลโพธาราม

วัตถุประสงค์ของการจัดค่ายคุณธรรมเยาวชนคือ
๑.ให้เยาวชนและผู้ปกครองได้รับรู้ และเข้าใจหลักการของพรหมวิหาร 4  คือ เมตตา กรุณา  มุฑิตา  อุเบกขา รวมทั้งความจริงใจ  เที่ยงธรรม  ศรัทธา   หลักความเป็นจริง 
๒.ให้เยาวชนและผู้ปกครองเห็นความสำคัญของ จริยศาสตร์   การเคารพชีวิตทุกๆชีวิต
๓.ให้เยาวชนและผู้ปกครองรู้จักหลักการทำงานของอาสาสมัคร  การช่วยเหลือและการแบ่งปันความรักให้กับเพื่อนมนุษย์ในสังคม  ๔.ให้เยาวชนและผู้ปกครองรู้จักการอนุรักษ์สภาพสิ่งแวดล้อม การแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนและสภาพสิ่งแวดล้อมที่กำลังเผชิญกับสิ่งเลวร้าย ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์เราทุกๆคน 
๕.ที่สำคัญที่สุดคือการสร้างเสริมให้เกิดความรักความอบอุ่นในครอบครัวของเยาวชนที่มาร่วมกิจกรรม
ค่ายดังกล่าวมีกลุ่มเป้าหมายคือบุตรหลานของประชาชนที่สนใจ ในเขตอำเภอโพธาราม 

คณะผู้จัด คือ อาสาสมัครฉือจี้ราชบุรี
ภายใต้การ ควบคุมดูแล ของ
ทีมฝึกอบรม มูลนิธิฉือจี้ในประเทศไทย
นำโดยคุณเมตตา แซ่ชิว คุณสุชน แซ่เฮง
และ อาสาสมัครฉือจี้ เขตตงอี กทม

งานนี้ได้รับการสนับสนุนจาก
นพ.บุญเรียง ชูชัยแสงรัตน์
นางนัทธมน ยิ้มแย้ม
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดราชบุรี
นพ.สุภัค ปิติภากร
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโพธาราม

คณะวิทยากร จาก โรงเรียนวัดโชค อ.โพธาราม
เทศบาลเมืองราชบุรี

สนับสนุนเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายของเยาวชน
และของผู้ปกครอง
จาก ร้านดาราศิลป์ โพธาราม