เราคงเคยได้ฟัง จากที่ต่างๆ จาก สถานีโทรทัศน์ ก็ดี
จากคำบรรยายของ อาจารย์สุชน ก็ดี ถึง ระยะของโลกของเรา
มีมานานแล้ว
ตอนนี้ กำลังเข้าสู่ กลียุค
สาเหตุ สำคัญที่สุดอันหนึ่งคือ
จิต มนุษย์นี้ไม่บริสุทธิ์ เต็มไปด้วยกิเลส ทั้งสาม
คือ โลภ โทสะ โมหะ
ภัยต่างๆ ก็ เข้ามาไม่ขาดสาย
ถี่ขึ้น ถี่ขึ้น
ภัยเหล่านี้ คืออะไร
จากพระธรรมเทศนา ของท่าน เจิ่้นเอี๋ยน ตอนหนึ่งว่า
ภัยเล็กสาม (เสี่ยว ซัน ไจ)
ภัยใหญ่สาม(ต้า ซัน ไจ)
ภัยเล็กสาม (เสี่ยว ซัน ไจ)
ได้แก่
๑.ความอดอยาก (จี เอ้อ)
๒.โรคติดต่อ (อุน อี้)
๓.สงคราม (เตา ปิง ฉิง)
ภัยใหญ่สาม(ต้า ซัน ไจ)
ได้แก่
๑.อุทกภัย สุย
๒.อัคคีภัย ฮ๋อ
๓.วาตภัย ฮ้ง
เป็นข่าวกิจกรรมของกลุ่ม อาสาสมัครฉือจี้ เขตราชบุรี บันทึกความก้าวหน้า สื่อสาร เผยแพร่ ข่าวสารให้ผู้ที่สนใจ กิจกรรมจิตอาสาแนวพุทธฉือจี้ ทราบและมาร่วมงานกัน
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วาทะธรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วาทะธรรม แสดงบทความทั้งหมด
วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554
วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
วาทะธรรม: ความดี 10 ประการ รากฐานของ เหยินหวุน

ความดี 10 ประการ รากฐานของ เหยินหวุน
(THE TEN GOODS:THE FOUNDATION OF HUMANITY)
ธรรมมาจารย์ เจิ้นเอี๋ยง ได้สอนให้ ลูกศิษย์ทุกคน
นอกจากต้องปฏิบัติตามศีล 5 แล้ว ต้องทำความดีอีก 10 ประการได้แก่
กระทำดี 3 ประการ
พูดดี 4 ประการ
คิดดี 3 ประการ
กระทำดี ๓ ประการได้แก่
๑.คุ้มครอง ปกป้อง สรรพชีวิต (Protect life)
๒.บริจาค ให้ทาน (giving)
๓.การมีชีวิตคู่ กับคู่ครอง อย่างถูกต้อง อยู่ในศีลธรรม ตามวัฒนธรรม สังคมและศาสนา(chastity)
พูดดี 4 ประการ
๔.พูดแต่ความจริง(truth)
๕.พูดไพเราะ น่าฟัง(pleasant language)
๖.พูดที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคม (Agreeable words)
๗.พูดตรงไปตรงมา (Straight forward speech-ไม่พูดเพ้อเจ้อ)
คิดดี ๓ ประการ
๘.คิดขจัดความโลภออกจากใจ(eliminate greed)
๙.คิดเมตตา โดยขจัดความโกรธออกจากใจ(eliminate anger)
๑๐.จิตที่เชื่อมั่นในกฎแห่งกรรมเพื่อขจัดความหลงออกไป(The law of cause and effect to eliminate delusion)
(แปลจากหนังสือ THREE WAYS TO THE PURE LAND lecture by Dharma Master Cheng Yen.Translated by Lin Sen-shou
English edited by Hu Tsang-hsiang and Douglas Shaw.Published by the Tzu Chi Cultural Publishing Co.Fourth printing May 2008.Page 84-94.)
ทั้ง 10 ประการนี้ เชื่อว่าชาวพุทธไทยเรา
ก็คงเคยได้ฟังธรรมนี้มา ตั้งแต่เป็นนักเรียนชั้นประถม
เป็นเรื่องที่ ท่านซ่างเหยิน หยิบขึ้นมาสอนคนไต้หวัน
และคนทั่วๆไป ว่า ทำ 10 ข้อนี้ เป็นรากฐานของ
จริยธรรม ที่จะบังเกิดขึ้นในใจของเรา
ธรรม ที่ฉือจี้ รักษา
กับธรรม ที่สอนในเมืองไทย
ไม่แตกต่างกัน
ต่างกันที่ คน ไทย หรือคนไต้หวัน
จะนำธรรม
นั้น
มาทำ
หรือไม่เท่านั้น
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วาทะธรรม

เวลา
...คนที่ไม่ทำงานใด ๆ และปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไร้ประโยชน์ ชีวิตจะเต็มไปด้วยความเกียจคร้าน การปล่อยชีวิตให้ล่วงเลยไปโดยเอาแต่นอน จิตใจจะค่อย ๆ ตกต่ำ สติปัญญาและความสามารถจะถดถอยลงเรื่อย ๆ ผู้ที่ดำรงชีวิตแบบนี้เราเรียกว่า “คนหลับ”...
วาทะธรรม เล่ม 1 หมวดที่ 1 "โอกาสที่ดีที่สุดคือปัจจุบัน" โดยท่านธรรมาจารย์ เจิ้งเอี๋ยน
จุดประทีปแห่งดวงจิต
...หากจิตยึดถือคุณธรรมเป็นที่ตั้ง ก็จะสามารถศึกษาสัจธรรมได้อย่างลึกซึ้งและกว้างไกล ในทางตรงกันข้าม ถึงแม้จะได้อ่านหนังสือธรรมะเป็นร้อยเล่มพันเล่มก็จะเหมือนภาพสะท้อนของดวง จันทร์ในน้ำ เหมือนภาพสะท้อนของดอกไม้ในกระจกเงา ซึ่งมิใช่วัตถุที่เป็นของจริง จะไม่บรรลุผลสำเร็จใด ๆ เลย...
วาทะธรรม เล่ม 1 หมวดที่ 2 "เป็นดั่งดวงจันทร์ กระจกเงาและน้ำ" โดยท่านธรรมาจารย์ เจิ้งเอี๋ยน
เมตตาและกรุณา
...เมตตาเป็นบ่อเกิดของการช่วยเหลือโลกมนุษย์ แต่หากปราศจากปัญญาก็จะไม่เป็น “ความเมตตาอันยิ่งใหญ่” ผู้มีปัญญาจึงจะเป็นผู้ที่แสดงซึ่งความเมตตาอย่างมุ่งมั่น ทั้งนี้ ตามหลักธรรมที่ว่า “ความเมตตากับปัญญาเป็นของคู่กัน” ...
วาทะธรรม เล่ม 1 หมวดที่ 3 "จิต ที่เจ็บปวดแทนผู้อื่น" โดยท่านธรรมาจารย์ เจิ้งเอี๋ยน
เปล่งแสงแห่งปัญญาและการหว่านพันธุ์พืชดี
...เราควรหว่านเมล็ดพันธุ์พืชดีในจิตใจของเรา เมล็ดพืชที่ดีงอกขึ้นหนึ่งเมล็ดจะทำให้วัชพืชน้อยลงหนึ่งต้น นาที่ร้างจากการไถหว่าน วัชพืชจะขึ้นมาแทนที่ ดังนั้น การกระทำความดีจะต้องกระทำทุกวันทุกเวลา และทำอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นเพียงการยกมือหรือการย่างก้าว จิตจะต้องคิดถึงแต่การทำกรรมดีตลอดเวลา...
วาทะธรรม เล่ม 1 หมวดที่ 4 "ดอกบัวที่บริสุทธิ์" โดยท่านธรรมาจารย์ เจิ้งเอี๋ยน
การพัฒนาบุคลิกภาพ
...อะไรคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต คำตอบก็คือความรัก ผู้ที่เสียสละความสุขส่วนตัวและสามารถให้ความรักแก่ผู้อื่น จะเป็นผู้ที่มีความสุขอยู่เสมอ ชีวิตจะมีคุณค่าอย่างยิ่ง
วาทะธรรม เล่ม 1 หมวดที่ ๕ ความรัก ที่บริสุทธิ์ โดยท่านธรรมาจารย์ เจิ้งเอี๋ยน
เบาแต่หนัก วาทะธรรมท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน(證嚴法師)
เบาแต่หนัก วาทะธรรมท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน(證嚴法師)
การ ที่อยู่ร่วมกับผู้อื่น ต้องสื่อสารกันด้วยน้ำเสียงและสีหน้า ดังนั้น การพูดคุยกับผู้อื่นควรใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลและแฝงไว้ด้วยสีหน้าที่สุภาพ อ่อนโยน มีไมตรีจิต และรอยยิ้มอยู่เสมอ
หากเราเป็นคนเจ้าอารมณ์และปากร้าย แม้เราจะเป็นคนใจดีเพียงใดก็ตาม เราก็ยังเป็นคนไม่ดีอยู่นั้นเอง
ความ งดงามของมนุษย์นั้นอยู่ที่ความจริงใจ ความจริงใจเป็นบ่อเกิดแห่งจริยธรรมทั้งปวง คุณค่าของมนุษย์อยู่ที่คำพูดที่เชื่อถือได้ ความเชื่อถือคือหลักการขั้นพื้นฐานของชีวิต
จาก หนังสือ วาทะธรรม ๑ ธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน หน้า 67-71
การ ที่อยู่ร่วมกับผู้อื่น ต้องสื่อสารกันด้วยน้ำเสียงและสีหน้า ดังนั้น การพูดคุยกับผู้อื่นควรใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลและแฝงไว้ด้วยสีหน้าที่สุภาพ อ่อนโยน มีไมตรีจิต และรอยยิ้มอยู่เสมอ
หากเราเป็นคนเจ้าอารมณ์และปากร้าย แม้เราจะเป็นคนใจดีเพียงใดก็ตาม เราก็ยังเป็นคนไม่ดีอยู่นั้นเอง
ความ งดงามของมนุษย์นั้นอยู่ที่ความจริงใจ ความจริงใจเป็นบ่อเกิดแห่งจริยธรรมทั้งปวง คุณค่าของมนุษย์อยู่ที่คำพูดที่เชื่อถือได้ ความเชื่อถือคือหลักการขั้นพื้นฐานของชีวิต
จาก หนังสือ วาทะธรรม ๑ ธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน หน้า 67-71
ความรักที่บริสุทธิ์ วาทะธรรมท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน(證嚴法師)
ความรักที่บริสุทธิ์ วาทะธรรมท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน(證嚴法師)
อะไร คือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต คำตอบก็คือความรัก ผู้ที่เสียสละความสุขส่วนตัวและสามารถให้ความรักแก่ผุ้อื่น จะเป็นผู้ที่มีความสุขอยู่เสมอ ชวิตจะมีคุณค่าอย่างยิ่ง
ยอมให้ผู้อื่นหนึ่งก้าว รักผู้อื่นมากขึ้นอีกนิด ทำได้ดังนี้ ชีวิตเราจะมีความสุขตลอดไป
จงเปลี่ยนความโกรธให้เป็นความนุ่มนวล แล้วค่อยเปลี่ยนความนุ่มนวลให้เป็นความรัก เมื่อทำได้เช่นนี้ก็จะน่าอภิรมย์ยิ่ง
จาก หนังสือ วาทะธรรม ๑ ธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน หน้า 31-33
อะไร คือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต คำตอบก็คือความรัก ผู้ที่เสียสละความสุขส่วนตัวและสามารถให้ความรักแก่ผุ้อื่น จะเป็นผู้ที่มีความสุขอยู่เสมอ ชวิตจะมีคุณค่าอย่างยิ่ง
ยอมให้ผู้อื่นหนึ่งก้าว รักผู้อื่นมากขึ้นอีกนิด ทำได้ดังนี้ ชีวิตเราจะมีความสุขตลอดไป
จงเปลี่ยนความโกรธให้เป็นความนุ่มนวล แล้วค่อยเปลี่ยนความนุ่มนวลให้เป็นความรัก เมื่อทำได้เช่นนี้ก็จะน่าอภิรมย์ยิ่ง
จาก หนังสือ วาทะธรรม ๑ ธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน หน้า 31-33
การเลี้ยงดูบุตร วาทะธรรมท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน(證嚴法師)
การเลี้ยงดูบุตร วาทะธรรมท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน(證嚴法師)
ศิษย์ถามว่า"ควรจะอบรมสั่งสอนลูก ๆ อย่างไรจึงจะเหมาะสม
การ เลี้ยงดูลูก ๆ นั้นเปรียบเสมือนการเพาะชำต้นอ่อน เมื่อเราปลูกต้นอ่อนแล้ว หากรดน้ำและใส่ปุ๋ยมากเกินไป รากของต้นอ่อนจะเน่าเปื่อยอย่างรวดเร็ว เพราะว่าโดยธรรมชาติก็มีน้ำ แสงแดด และอากาศที่เพียงพออยู่แล้ว การอบรมสั่งสอนลูกก็เช่นเดียวกัน หากเราเลี้ยงลูกโดยให้ความรักมากเกินไป กลับจะเป็นโทษ
ลูกไม่เชื่อฟังและไม่ขยันเรียนจะทำอย่างไรดี
ที่จริงการเป็นพ่อแม่จะต้องทำหน้าที่ของพ่อแม่ให้ดีด้วย ไม่ควรใช้อำนาจกับลูก พ่อแม่จะต้องปลูกฝังแต่สิ่งดี ๆ แก่ลูก ในฐานะของความเป็นแม่จะต้องมีความรักต่อสรรพสัตว์ และต้องใช้ปัญญาของพุทธะมาอบรมสั่งสอนลูก อย่าไปวิตกกังวลกับลูกมากเกินไป มิฉะนั้นจะเป็นการเพิ่มบาปให้แก่ลูก
จาก หนังสือ วาทะธรรม ๑ ธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน หน้า 168-169
ศิษย์ถามว่า"ควรจะอบรมสั่งสอนลูก ๆ อย่างไรจึงจะเหมาะสม
การ เลี้ยงดูลูก ๆ นั้นเปรียบเสมือนการเพาะชำต้นอ่อน เมื่อเราปลูกต้นอ่อนแล้ว หากรดน้ำและใส่ปุ๋ยมากเกินไป รากของต้นอ่อนจะเน่าเปื่อยอย่างรวดเร็ว เพราะว่าโดยธรรมชาติก็มีน้ำ แสงแดด และอากาศที่เพียงพออยู่แล้ว การอบรมสั่งสอนลูกก็เช่นเดียวกัน หากเราเลี้ยงลูกโดยให้ความรักมากเกินไป กลับจะเป็นโทษ
ลูกไม่เชื่อฟังและไม่ขยันเรียนจะทำอย่างไรดี
ที่จริงการเป็นพ่อแม่จะต้องทำหน้าที่ของพ่อแม่ให้ดีด้วย ไม่ควรใช้อำนาจกับลูก พ่อแม่จะต้องปลูกฝังแต่สิ่งดี ๆ แก่ลูก ในฐานะของความเป็นแม่จะต้องมีความรักต่อสรรพสัตว์ และต้องใช้ปัญญาของพุทธะมาอบรมสั่งสอนลูก อย่าไปวิตกกังวลกับลูกมากเกินไป มิฉะนั้นจะเป็นการเพิ่มบาปให้แก่ลูก
จาก หนังสือ วาทะธรรม ๑ ธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน หน้า 168-169
แม่สามีกับลูกสะใภ้ วาทะธรรมท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน(證嚴法師)
แม่สามีกับลูกสะใภ้ วาทะธรรมท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน(證嚴法師)
สะใภ้ผู้หนึ่งพูดกับท่านธรรมาจารย์ว่า"ฉันปรนนิบัติแม่สามีอย่างดีแล้ว แต่ท่านยังคงไม่ดีต่อฉันเลย"
แม่ สามีปฏิบัติต่อเราไม่ดีนั้น เป็นเรื่องของท่าน แต่เราปฏิบัติดีต่อท่านนั้น เป็นหน้าที่ของเรา ต้องรู้ว่าการกระทำของเรานั้น อยู่ในสายตาของลูกๆ ตลอดเวลา ลูกจะเรียนรู้จากเราด้วย หากเราดีต่อท่าน ถ้าให้คะแนนจะได้ถึงเก้าสิบเก้าคะแนน ทำไม่ถึงไม่ปฏิบัติดีต่อท่านให้ได้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคะแนน เพื่อให้ได้เต็มร้อยล่ะ
สมาชิกถามถึงการอยู่ร่วมกันระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้
จง ปรนนิบัติต่อพ่อแม่สามีอย่างดี เพื่อให้ท่านมีความสุข ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย จะเป็นบุญกุศลของลูกสะใภ้ ไม่ควรไปขัดใจท่าน ทำให้ท่านโกรธหรือเจ็บไข้ได้ป่วย การดูแลการพยาบาลท่านตกเป็นหน้าที่ของสะใภ้โดยตรง ดังนั้นควรเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน เมื่อไปซื้อกับข้าวที่ตลาด ก็จงอย่าคิดแต่จะซื้ออาหารที่ลูก ๆ ชอบ โดยไม่คำนึงถึงพ่อแม่สามีว่าชอบทานอะไรบ้าง จะทำการใด ๆ ต้องมีความเคารพต่อท่านเสมอ
จาก หนังสือ วาทะธรรม ๑ ธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน หน้า 167
สะใภ้ผู้หนึ่งพูดกับท่านธรรมาจารย์ว่า"ฉันปรนนิบัติแม่สามีอย่างดีแล้ว แต่ท่านยังคงไม่ดีต่อฉันเลย"
แม่ สามีปฏิบัติต่อเราไม่ดีนั้น เป็นเรื่องของท่าน แต่เราปฏิบัติดีต่อท่านนั้น เป็นหน้าที่ของเรา ต้องรู้ว่าการกระทำของเรานั้น อยู่ในสายตาของลูกๆ ตลอดเวลา ลูกจะเรียนรู้จากเราด้วย หากเราดีต่อท่าน ถ้าให้คะแนนจะได้ถึงเก้าสิบเก้าคะแนน ทำไม่ถึงไม่ปฏิบัติดีต่อท่านให้ได้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคะแนน เพื่อให้ได้เต็มร้อยล่ะ
สมาชิกถามถึงการอยู่ร่วมกันระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้
จง ปรนนิบัติต่อพ่อแม่สามีอย่างดี เพื่อให้ท่านมีความสุข ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย จะเป็นบุญกุศลของลูกสะใภ้ ไม่ควรไปขัดใจท่าน ทำให้ท่านโกรธหรือเจ็บไข้ได้ป่วย การดูแลการพยาบาลท่านตกเป็นหน้าที่ของสะใภ้โดยตรง ดังนั้นควรเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน เมื่อไปซื้อกับข้าวที่ตลาด ก็จงอย่าคิดแต่จะซื้ออาหารที่ลูก ๆ ชอบ โดยไม่คำนึงถึงพ่อแม่สามีว่าชอบทานอะไรบ้าง จะทำการใด ๆ ต้องมีความเคารพต่อท่านเสมอ
จาก หนังสือ วาทะธรรม ๑ ธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน หน้า 167
วาทะธรรม ท่าน ซั่งเหยิน
วาทะธรรม ชุด การพัฒนาบุคลิกภาพ ความรักที่บริสุทธ์
ของ ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
1. “อะไรคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต คำตอบก็คือความรัก ผู้ที่เสียสละความสุขส่วนตัว และสามารถให้ความรักแก่ผู้อื่น จะเป็นผู้ที่มีความสุขอยู่เสมอ ชีวิตจะมีคุณค่าอย่างยิ่ง”
2. “บุคคลที่รักผู้อื่น หรือเป็นที่รักของผู้อื่น ล้วนเป็นบุคคลที่มีความสุข”
3. “จงอย่าปิดกั้นตนเอง ขอให้รักผู้อื่นก่อน แล้วผู้อื่นจึงจะรักเรา”
4. “คนเราต้องรักศักดิ์ศรีของตนก่อน จึงจะรักผู้อื่นได้ทั่วหล้า”
5. “ยอมให้ผู้อื่นหนึ่งก้าว รักผู้อื่นมากขึ้นอีกนิด ทำได้ดังนี้ ชีวิตเราจะมีความสุขตลอดไป”
6. “หากเราปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความรักและเมตตา ความอับโชคและภยันตราย จะไม่กล้ำกรายมาใกล้
ดังนั้น เราต้องเป็นผู้ที่ยอมเสียเปรียบในสิ่งเล็กๆน้อยๆ และทำตัวเป็นผู้ประเสริฐที่ฉลาด สามารถที่จะแสร้ง
ทำตัวเป็นดั่งผู้โง่เขลา”
7. “ จงเปลี่ยนความโกรธให้เป็นความนุ่มนวล แล้วค่อยเปลี่ยนความนุ่มนวลให้เป็นความรัก เมื่อทำได้ดังนี้ โลกนี้ก็จะน่าอภิรมย์ยิ่ง”
8. “การทำบุญมิใช่เป็นสิทธิ์เฉพาะของผู้มั่งมี ผู้มีจิตศรัทธาและความใจที่เปี่ยมไปด้วยความรักก็มีสิทธิ์ทำบุญได้เช่นกัน”
9. “ความรู้สึกเศร้าที่สุดในชีวิตของคนเราคือ “เห็นคนอื่นมีครอบครัวแต่ตัวเราไม่มี” ดังนั้น ผู้ที่ปฏิบัติธรรมจะได้ยินคำพูดที่ว่า “ขอให้เราถือว่ามวลสรรพสัตว์ที่มีอายุมากเป็นดั่งบิดามารดาของตนเอง จงรักผู้ที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันเหมือนพี่ เหมือนน้อง และดูแลช่วยเหลือผู้อ่อนเยาว์กว่าดังเช่นลูกหลานของเรา” นี่คือสัจจธรรมที่สูงที่สุด และงดงามที่สุดของมวลมนุษยชาติ”
10. “จงอย่านำความทุกข์ไปปะปนกับความรัก เพราะความทุกข์จะทำให้ความรักไม่บริสุทธิ์”
11. “การปลูกฝังความรักที่บริสุทธ์ โดยไม่คำนึงถึงการ “ได้หรือเสีย” จึงจะถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่หวังผลตอบแทน ดังนี้แล้ว จะไม่ทำให้เราเกิดทุกข์”
12. “ความรักที่หวังผลตอบแทน เป็นความรักที่ไม่จีรังยั่งยืน ความรักที่เป็นนิรันดร์นั้น คือความรักที่ไม่มีรูปลักษณ์ เป็นความรักที่บริสุทธิ์ และไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆเลย”
13. “พ่อแม่ที่รักลูกมากเกินไป จะเป็นการสร้างความทุกข์แก่ลูก จงไว้ใจพวกเขา แล้วพวกเขาจะมีความสบายใจ”
14. “ชาที่มีรสหอม และรสดี เมื่อดื่มแล้วจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า หากชานั้น ชงเข้มข้นเกินไป จะมีรสขมจนดื่มไม่ได้ ความรักในโลกนี้ก็เป็นเช่นนี้แล”
15. “เรามักจะรู้สึกว่าในหัวใจของเราขาดความรัก จึงไม่รู้สึกพอในความรัก เปรียบดั่งภูตผีที่หิวโหย หากเราลุ่มหลงอยู่ในความรัก จะทำให้เราไม่รู้จักพอ”
16. “เมื่อเราพูดถึงความรัก เราจะพูดในแง่ของความรักที่มีสติ เมื่อเราพูดถึงความรัก เราจะพูดในแง่ที่เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ และหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง”
17. “พระพุทธองค์ทรงกระตุ้นให้เรามีความรักที่ยิ่งใหญ่ลึกซึ้ง และสามารถแผ่กระจายครอบคลุมไปทั่วจักรวาล ทรงสอนให้เราหลุดพ้นจากการรักตนเอง เพื่อให้จักรวาลอบอวลไปด้วยความรัก จงอย่าให้ความรักนี้ เหมือนดั่งดินโคลนที่มีสิ่งอื่นปะปน และเหนียวเหนอะหนะ”
18. “สุภาพสตรีที่มีธรรมะประจำใจ ควรปลูกฝังจิตใจ และจริยวัตรให้เป็นดั่งเช่น แสงจันทร์ที่ผ่องใสนุ่มนวล ควรจะเปิดใจให้กว้างและทอแสงแห่งปัญญา ควรจะทำให้ทุกคนในครอบครัวและทุกคนที่คบค้าสมาคมด้วยรู้สึกดั่งได้อาบแสง
จันทร์ที่เยือกเย็น นุ่มนวลและสดชื่น จึงจะได้ชื่อว่า “เรารักทุกคน ทุกคนก็รักเรา” จะได้รู้ซึ้งถึงแก่นสารอันแท้จริงของความรัก และจะได้พัฒนาบุคคลิกภาพให้งดงามยิ่งขึ้น”
(จากหนังสือ วาทะธรรม ของท่านธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยี่ยน )
ของ ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
1. “อะไรคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต คำตอบก็คือความรัก ผู้ที่เสียสละความสุขส่วนตัว และสามารถให้ความรักแก่ผู้อื่น จะเป็นผู้ที่มีความสุขอยู่เสมอ ชีวิตจะมีคุณค่าอย่างยิ่ง”
2. “บุคคลที่รักผู้อื่น หรือเป็นที่รักของผู้อื่น ล้วนเป็นบุคคลที่มีความสุข”
3. “จงอย่าปิดกั้นตนเอง ขอให้รักผู้อื่นก่อน แล้วผู้อื่นจึงจะรักเรา”
4. “คนเราต้องรักศักดิ์ศรีของตนก่อน จึงจะรักผู้อื่นได้ทั่วหล้า”
5. “ยอมให้ผู้อื่นหนึ่งก้าว รักผู้อื่นมากขึ้นอีกนิด ทำได้ดังนี้ ชีวิตเราจะมีความสุขตลอดไป”
6. “หากเราปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความรักและเมตตา ความอับโชคและภยันตราย จะไม่กล้ำกรายมาใกล้
ดังนั้น เราต้องเป็นผู้ที่ยอมเสียเปรียบในสิ่งเล็กๆน้อยๆ และทำตัวเป็นผู้ประเสริฐที่ฉลาด สามารถที่จะแสร้ง
ทำตัวเป็นดั่งผู้โง่เขลา”
7. “ จงเปลี่ยนความโกรธให้เป็นความนุ่มนวล แล้วค่อยเปลี่ยนความนุ่มนวลให้เป็นความรัก เมื่อทำได้ดังนี้ โลกนี้ก็จะน่าอภิรมย์ยิ่ง”
8. “การทำบุญมิใช่เป็นสิทธิ์เฉพาะของผู้มั่งมี ผู้มีจิตศรัทธาและความใจที่เปี่ยมไปด้วยความรักก็มีสิทธิ์ทำบุญได้เช่นกัน”
9. “ความรู้สึกเศร้าที่สุดในชีวิตของคนเราคือ “เห็นคนอื่นมีครอบครัวแต่ตัวเราไม่มี” ดังนั้น ผู้ที่ปฏิบัติธรรมจะได้ยินคำพูดที่ว่า “ขอให้เราถือว่ามวลสรรพสัตว์ที่มีอายุมากเป็นดั่งบิดามารดาของตนเอง จงรักผู้ที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันเหมือนพี่ เหมือนน้อง และดูแลช่วยเหลือผู้อ่อนเยาว์กว่าดังเช่นลูกหลานของเรา” นี่คือสัจจธรรมที่สูงที่สุด และงดงามที่สุดของมวลมนุษยชาติ”
10. “จงอย่านำความทุกข์ไปปะปนกับความรัก เพราะความทุกข์จะทำให้ความรักไม่บริสุทธิ์”
11. “การปลูกฝังความรักที่บริสุทธ์ โดยไม่คำนึงถึงการ “ได้หรือเสีย” จึงจะถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่หวังผลตอบแทน ดังนี้แล้ว จะไม่ทำให้เราเกิดทุกข์”
12. “ความรักที่หวังผลตอบแทน เป็นความรักที่ไม่จีรังยั่งยืน ความรักที่เป็นนิรันดร์นั้น คือความรักที่ไม่มีรูปลักษณ์ เป็นความรักที่บริสุทธิ์ และไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆเลย”
13. “พ่อแม่ที่รักลูกมากเกินไป จะเป็นการสร้างความทุกข์แก่ลูก จงไว้ใจพวกเขา แล้วพวกเขาจะมีความสบายใจ”
14. “ชาที่มีรสหอม และรสดี เมื่อดื่มแล้วจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า หากชานั้น ชงเข้มข้นเกินไป จะมีรสขมจนดื่มไม่ได้ ความรักในโลกนี้ก็เป็นเช่นนี้แล”
15. “เรามักจะรู้สึกว่าในหัวใจของเราขาดความรัก จึงไม่รู้สึกพอในความรัก เปรียบดั่งภูตผีที่หิวโหย หากเราลุ่มหลงอยู่ในความรัก จะทำให้เราไม่รู้จักพอ”
16. “เมื่อเราพูดถึงความรัก เราจะพูดในแง่ของความรักที่มีสติ เมื่อเราพูดถึงความรัก เราจะพูดในแง่ที่เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ และหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง”
17. “พระพุทธองค์ทรงกระตุ้นให้เรามีความรักที่ยิ่งใหญ่ลึกซึ้ง และสามารถแผ่กระจายครอบคลุมไปทั่วจักรวาล ทรงสอนให้เราหลุดพ้นจากการรักตนเอง เพื่อให้จักรวาลอบอวลไปด้วยความรัก จงอย่าให้ความรักนี้ เหมือนดั่งดินโคลนที่มีสิ่งอื่นปะปน และเหนียวเหนอะหนะ”
18. “สุภาพสตรีที่มีธรรมะประจำใจ ควรปลูกฝังจิตใจ และจริยวัตรให้เป็นดั่งเช่น แสงจันทร์ที่ผ่องใสนุ่มนวล ควรจะเปิดใจให้กว้างและทอแสงแห่งปัญญา ควรจะทำให้ทุกคนในครอบครัวและทุกคนที่คบค้าสมาคมด้วยรู้สึกดั่งได้อาบแสง
จันทร์ที่เยือกเย็น นุ่มนวลและสดชื่น จึงจะได้ชื่อว่า “เรารักทุกคน ทุกคนก็รักเรา” จะได้รู้ซึ้งถึงแก่นสารอันแท้จริงของความรัก และจะได้พัฒนาบุคคลิกภาพให้งดงามยิ่งขึ้น”
(จากหนังสือ วาทะธรรม ของท่านธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยี่ยน )
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)